สถิติ
เปิดเมื่อ10/12/2013
อัพเดท25/01/2019
ผู้เข้าชม100271
แสดงหน้า229097
เมนู
สินค้า
บทความ
บทความทั่วไป
เทคนิคเด็ด 10 ข้อช่วยประหยัดน้ำมันของชาวญี่ปุ่น
จำให้แม่น! วิธีเอาตัวรอดเมื่อรถจมน้ำ เพิ่มโอกาสรอดได้จริง
อยากเป็นนายหน้า อาชีพเสริมจับเสือมือเปล่า ไม่ใช้เงินลงทุน
5 เรื่อง ที่ต้องรู้ก่อนซื้อรถยนต์
วิธีง่ายๆ ไม่กี่คลิก! ซื้อประกันภัยผ่านเว็บไซต์
8 วิธีประหยัดเงิน ค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์
รถบ้านติด “โรลล์บาร์” ผิดกฎหมายหรือไม่
ไฟหน้ารถมีกี่แบบ? แบบไหนถึงจะดีที่สุด?
แนะนำ 5 สถานที่ต่อภาษีรถยนต์โดยไม่ต้องไปขนส่ง
เหนื่อย 3 ปี HAPPY ชั่วโคตร กับศรีกรุงโบรคเกอร์
เติมน้ำมันผิด! เบนซิน หรือ ดีเซล เสียหายหนักกว่ากัน
เครื่องยนต์ " โอเวอร์ฮีท " เกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด ??
เลขทะเบียนรถสวย จองได้ภายใน 5 นาที
นโยบายใหม่ปีนี้! เที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด ลดหย่อนภาษีได้
“กรมขนส่งฯ” ลั่น เพิ่ม 5 โรคห้ามขับรถ ไม่อนุญาตให้มีใบขับขี่
ไขข้อข้องใจ ถุงลมนิรภัยจะทำงานหรือไม่ ? ถ้าเราไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
ลงดินน้ำมันรถ มีประโยชน์ต่อสีรถอย่างไรกับเรื่องที่หลายคนไม่รู้
ควรทำอย่างไร...เมื่อยางระเบิดขณะขับรถ
5 สิ่ง ที่ควรมี ก่อนอายุ 30 ปี ถ้าไม่อยากลำบากตอนแก่ ต้องอ่าน
ค่าขาดประโยชน์ เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนไม่ทราบเกี่ยวกับการประกันภัย
รถอายุเกิน 7 ปี ต้องต่อภาษีอย่างไร
เป็นฝ่ายผิดแต่รถไม่มีประกัน คู่กรณีมีประกันชั้น 1 ทำอย่างไร
รถหายในห้าง แต่ไม่แจกบัตร ใครต้องรับผิดชอบ
รู้ทันพนักงานเคลม
ใบขับขี่หมดอายุแล้วเกิดอุบัติเหตุ ประกันจ่ายหรือไม่
หนูกัดสายไฟเครื่องยนต์เคลมประกันชั้น 1 ได้หรือไม่?
รถเก่าเกิน 7 ปี ทำประกันแบบไหนดีที่สุด
รอยขนแมวบนตัวถังรถเกิดจากอะไร
การแจ้งไม่ใช้รถต้องทำอย่างไรบ้าง
เทคนิคปรับกระจกมองข้างให้เห็นด้านหลังชัดเจนที่สุด
ติดตั้งชุดแต่งรถ ต้องแจ้งบริษัทประกันหรือไม่
เติมน้ำมันแบบไหน จึงจะคุ้มที่สุด
สูตรลับ ทางลัด สำเร็จได้ใน 3 ปี ไม่มีที่ไหนบอก มาบอกที่นี่
สมัครขายประกันภัยรถยนต์ กับศรีกรุงโบรคเกอร์ได้อะไร
6 เทคนิคการทำธุรกิจประกันวินาศภัยให้ประสบความสำเร็จ
คนมีรถ ฟังไว้! ขับรถไม่มี พ.ร.บ. มีโทษปรับด้วยนะ!
4 ธุรกิจลงทุนน้อย กําไรสูง
ลมยางรถยนต์ควรเติมเท่าไหร่จึงจะดีที่สุด
อ้างไม่รู้ไม่ได้! 10 กฎหมายรถยนต์ต้องรู้ เพื่อความอยู่รอดบนท้องถนน
โอนรถ..โอนลอย ใช้เอกสารอะไรบ้าง
ศัพท์ประกันน่ารู้ " เบี้ยประกันภัย " คืออะไร ?
ไฟไหม้ ไม่มี ประกันภัย รัฐช่วยได้เท่าไร
" ประกันอัคคีภัย " ประกันภัยที่คนมองข้าม
ชนปุ๊บ - เคลมปั๊บ รู้ทัน! กลเกมประกันภัยรถยนต์
Look back การสร้างรายได้ 2 ล้าน ภายใน 17 เดือน ของ ทิพย์วิจิตร
ครั้งแรกกับการเปิดใจของ 2 สุดยอดนักขาย
1 ปี 11 เดือน รับรายได้รวม 2 ล้าน
จากความคิดที่อยากจะมีรายได้เสริม
ปฎิทิน
August 2019
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
    
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
สมาชิก

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

จำให้แม่น! วิธีเอาตัวรอดเมื่อรถจมน้ำ เพิ่มโอกาสรอดได้จริง

อ่าน 235 | ตอบ 0

      อุบัติเหตุรถยนต์ตกน้ำมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ซึ่งแม้ว่าผู้โดยสารจะไม่ได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกเหมือนอุบัติเหตุรูปแบบอื่นๆ แต่ผู้โดยสารภายในรถก็มีความเสี่ยงต่อการจมน้ำจนกระทั่งขาดอากาศหายใจ และเสียชีวิตได้ 

      Sanook! Auto จึงได้รวบรวมแนวทางการเอาตัวรอดในกรณีรถตกน้ำ เราจะมีวิธีไหนบ้างเพื่อหนีออกจากตัวรถอย่างปลอดภัย

1.เปิดประตู-ลดกระจกโดยเร็วที่สุด

      สิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากประสบอุบัติเหตุรถตกน้ำ คือ ต้องตั้งสติให้มั่น อย่าตื่นตระหนก เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนั้น ยิ่งปล่อยให้เวลาเนิ่นนานเท่าไหร่ โอกาสรอดยิ่งน้อยลง จากนั้นให้รีบปลดเข็มขัดนิรภัยทันที เพื่อความสะดวกคล่องตัว

      สิ่งต่อมาที่ต้องทำหลังจากได้สติ คือ 'การเปิดโอกาสรอด' ซึ่งในที่นี้หมายถึง การเปิดประตูและหน้าต่างทันทีที่มีโอกาส หากตัวรถตกน้ำในลักษณะล้อชี้ลง ไม่พลิกหงายเก๋งจนล้อชี้ฟ้า ให้รีบกดกระจกหน้าต่างทั้ง 4 บานลงทันที เนื่องจากระบบไฟของตัวรถจะยังคงมีไฟจากแบตเตอรี่เลี้ยงเอาไว้แม้ว่ารถจะดับก็ตาม จากนั้นจึงพาตัวเองออกมาจากรถอย่างปลอดภัย ซึ่งระหว่างนั้นอาจมีน้ำจำนวนมากทะลักเข้ามาในตัวรถอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีโอกาสรอดสูงเช่นกัน

200

2.ใช้ของแข็งทุบ-งัดกระจก

 

      ในกรณีที่รถจมลงใต้น้ำอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถเปิดกระจกหน้าต่างได้ทัน วิธีหนึ่งที่มีการแชร์ในโลกโซเชียล คือ การถอดพนักพิงศีรษะออก แล้วนำด้านที่เป็นก้านเหล็กเสียบเข้าไปบริเวณซอกระหว่างประตูและกระจกหน้าต่าง จากนั้นให้ออกแรงงัดจนกระทั่งกระจกแตกออก จึงค่อยผลักกระจกให้หลุด ซึ่งวิธีนี้ต้องเน้นว่า รถแทบทุกคันในบ้านเราล้วนแต่ติดฟิล์มกรองแสง ซึ่งเป็นตัวยึดรั้งให้กระจกหลุดได้ยากขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้แรงผลักพอสมควรครับ

002

ความเชื่อที่สืบต่อกันมาอาจไม่จริงเสมอไป

      หลายคนอาจเคยได้ยินมาว่า หากรถตกน้ำ ให้ตั้งสติอยู่ภายในรถนิ่งๆ รอให้น้ำเข้ารถจนเต็ม แล้วจึงเปิดประตูออก เนื่องจากแรงดันน้ำมหาศาลภายนอก จะทำให้ไม่สามารถเปิดประตูได้ถ้าน้ำภายในรถยังไม่เต็ม ซึ่งข้อความดังกล่าวแม้ว่าจะดูเป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่มีการยืนยันว่าประตูจะเปิดออกได้โดยง่ายเมื่อมีน้ำเต็มห้องโดยสาร และกว่าที่จะรอให้น้ำเต็มห้องโดยสารได้นั้น ผู้โดยสารภายในรถก็มีความเสี่ยงเป็นอย่างมากที่จะขาดอากาศหายใจ ฉะนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือต้องรีบลงมือเอาตัวรอดทันทีที่มีโอกาสครับ

      อย่าลืมนะครับว่า การตัดสินใจอย่างรวดเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้ แต่ถึงอย่างไร การขับรถด้วยความไม่ประมาทและมีสติ ถือเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่ดีที่สุดครับ


ขอขอบคุณ : https://auto.sanook.com 
 




































 
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :